วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

ชะพลู




ชะพลู
ชื่อสามัญ :                Cha-plu
ชื่อวิทยาศาสตร์           Piper sarmentosum Roxb. ex Hunter
วงศ์                        PIPERACEAE

             ชะพลู เป็นพันธ์ไม้เลื้อย นิยมนำใบมารับประทาน ใบคล้ายใบพลู คล้ายทองหลาง ทางเหนือเรียกผักปูนก ช้าพลู พลูลิง อีสานเรียกผักนางเลิดหรืออีเลิด ทางใต้เรียกนมวา เป็นต้น

ลักษณะโดยทั่วไป
          ชะพลู ปลูกง่ายเพียงนำกิ่งมาปัก ชอบที่ชื้นแฉะ และดินดำ ชะพลูไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราะมีสาร Oxalate ถ้ารับประทานมากสารจะสะสมและเป็นนิ่วในไตได้ ถ้ารับประทานกับเนื้อสัตว์จะไม่เป็นอะไรมาก นอกจากนี้ชะพลูยังสามารถนำมาประกอบเป็นยาสมุนไพรได้ เช่น แก้โรอาการจุกเสียด ช่วยขับเสมหะ และให้พลังงานสูงมาก

คุณค่าทางอาหาร
                    ชะพลูไม่ใช่พลู แต่ก็คล้ายกันมาก จะพบชะพลูได้ตามอาหารว่างอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่าเมี่ยงคำ เริ่มคุ้นกันหรือยัง เมี่ยงนี่บางทีก็ใช้ใบทองหลาง รสมัน ๆ ห่อของเล็กของน้อยจำพวกขิงเล็ก ๆ มะพร้าวคั่ว หัวหอม ฯลฯ แล้วราดน้ำหวาน ๆ ห่อพันกันให้เรียบร้อยแล้วก็ส่งเข้าปาก แต่ในอีกบางที่ก็นิยมใช้ใบชะพลูมากกว่า หากไปเห็นเมี่ยงคำที่เขาจัดขายเป็นชุด ก็มักจะมีแต่ใบชะพลูเป็นหลักมากกว่าใบทองหลาง
                     เมื่อรู้จักกินเมี่ยงคำ เด็ก ๆ ที่เริ่มกินก็ต้องเลือกเอาใบทองหลางที่อ่อนสักหน่อย เพราะรู้สึกดีเวลาเคี้ยวและไม่มีกลิ่นฉุน ส่วนอีกใบที่เคยเข้าใจว่าเป็นพลูที่วางเคียงมาในสำรับด้วยนั้นไม่เคยแตะเลย ใบไม้อะไรกลิ่นแนเกินกำลังของเด็กที่จะกินเข้าไปได้

                     พอโตขึ้น ปากกลิ่นแก่กล้า ไม่ได้ไว้นินทาใครที่ไหน แต่สามารถกินอะไรได้มากขึ้น รับรสสัมผัสได้มากขั้น ชะพลูจึงกลายเป็นสิ่งธรรมดา ๆ ที่คู่มากับเมี่ยงคำ กลิ่นฉุนที่เคยรุนแรงเมื่อเป็นเด็กก็กลับลดลง กลับสนุกที่ได้ใช้ใบชะพลูห่อเมี่ยงแล้วราดน้ำหวานเยอะ ๆ
                 ใบชะพลูกินกับเมี่ยงได้หลากชนิดนอกจากเมี่ยงคำที่รู้จักกันดี เช่น เมี่ยงปลาทู (มีบางคนปรับปรุงเป็นเมี่ยงปลาทูน่า ก็พอรับประทานได้อยู่)
แกงทางใต้ แกงมีคั่วใบชะพลูใส่ไก่ หรือบางทีก็ใส่หอยขม หรือหอยแมลงภู่ หอยแครง แกงอย่างนี้หากมีปลาแห้ง หรือปลาทอดแนมมาด้วยก็ได้ลุกจากโต๊ะอาหารเป็นคนหลังสุด
         ชะพลูเป็นผักที่มีสารอาหารมากเหลือเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อเพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มี เบต้า-แคโรทีน สูงมาก ซึ่งสารตัวนี้สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ แคลเซียมวิตามินซีก็มีมากเหมือนกัน

ข้อควรระวังในการกินชะพลู
อย่างไรก็ตาม ชะพลูก็มีข้อควรระวังที่สำคัญนั่นคือไม่ควรกินใบชะพลูในปริมาณมากเกินไป เพราะมีสารออกซาเลต (Oxalate) ที่หากสะสมในร่างกายมาก ๆ จะทำให้เกิดนิ่วในไตได้ แต่หากเรารับประทานในจำนวนพอเหมาะ เว้นระยะบ้าง เชื่อกันว่าชะพลูจะช่วยปรับธาตุในร่างกายให้สมดุล

ลักษณะทั่วไปของชะพลู
 ชะพลูเป็นไม้เถาเลื้อย ใบเป็นรูปหัวใจสีเขียวเข้ม เป็นมัน มีรสฉุนและออกเผ็ดเล็กน้อย เป็นไม้ชอบชื้นและร่มสักหน่อย คิดอยากจะปลูกชะพลูก็หากิ่งแก่ ๆ มาปักไว้ในถุงดำ หรือกระถางเล็ก ๆ รดน้ำเสมอ ๆ แต่ต้องไม่ถึงกับแฉ เมื่อตั้งตัวได้และออกรากพอสมควร จึงย้ายลงปลูกในที่ที่เตรียมไว้ ถ้ามีพื้นที่ก็อาจทำค้างหรือซุ้มแต่สนใจจะปลูกเป็นไม้ใบเพื่อประดับก็ย่อมได้ ชะพลูไม่เกี่ยง แค่มีผนังปูนผิวหยาบ ๆ สักหน่อยแล้วคอยดู ชะพลูจะเลื้อยแผ่ใบเขียวเต็มกำแพง
         ถึงไม่มีวัสดุอะไรเลย ชะพลูก็ไม่ง้อ เลื้อยไปตามดินก็ยังได้ขอแค่ดินชุ่มชื้น ๆ และแดดไม่แรงนักก็พอใจแล้ว
         หากยังแยกแยะชะพลูกับใบพลูไม่ออก ให้ดูที่ความแข็งความอ่อนของใบ ใบพลูที่กินกับหมากนั้นจะแข็งกว่า เส้นใบเห็นชัดเจน หรือเด็ดมาดมเสียเลย ใบพลูนั้นฉุนกว่าเป็นไหน ๆ
ประโยชน์
คุณค่าสมุนไพรใบชะพลูนั้นได้แก่รากนั้นใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบมีคุณสมบัติเจริญอาหารและขับเสมหะ เถาและรากก็ใบขับเสมหะเหมือนกัน
         รับประทานใบชะพลูบ้างเพื่อปรับธาตุปรับสมดุลในร่างกาย แต่อย่ามากเกินเพราะอาจเป็นพิษกับตัวคนกินได้ ดังนั้นรู้จักความพอดีได้ ในใบชะพลู
แหล่งข้อมูล   www.panyathai.or.th/
 

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

ตะไคร้




ตะไคร้                    (Lemongrass)
ชื่อวิทยาศาสตร์            Cymbopogon citratus (DC.) Staph
ชื่อท้องถิ่น จะไคร (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) คาหอม (แม่ฮ่องสอน) เชิดเกรย ,เหลอะเกรย(เขมร-สุรินทร์), ห่อวอตะโป่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม ลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย
ถิ่นกำเนิด
                ตะไคร้มีถิ่นกำเนิด ในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย และในทวีปอเมริกาใต้
ลักษณะโดยทั่วไป
โดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่
ตะไคร้กอ   ตะไคร้ต้น  ตะไคร้หางนาค   ตะไคร้น้ำ   ตะไคร้หางสิงห์  ตะไคร้หอม
                    เป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไป
การปลูกและขยายพันธุ์
                        ปลูกได้การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้ หรืออาจใช้วธีเอาโคนปักลงไปที่ดินซึ่งเตรียมไว้เลย ให้ห่างประมาณหนึ่งศอก ถ้าปลูกในกระถางใช้วิธีปักโคนลงในกระถางๆละ 2-3 ต้นก็ได้ แล้วหมั่นรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดตลอดวันจะทำให้โตได้เร็ว ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด ดูแลรดน้ำเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด เวลาจะใช้ก็ให้ตัดที่โคนสุดส่วนรากเลย แล้วถอนออกมาทั้งต้นตามต้องการ ต้องคอยตรวจดูเมื่อตะไคร้มีกอเจริญเติบโตได้เต็มที่แล้ว ต้องถอนทิ้งหรือแยกออกไปปลูกใหม่บ้างหรือเอาไปใช้บ้าง จำนำมาหั่นเป็นฝอยๆ ตากแดดให้แห้งสนิทแล้วแพ็คเก็บไว้ใช้ได้นานๆ เพื่อให้ต้นอ่อนโตขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่แยกออกไปต้นจะเล็กและลีบลงเรื่อยๆ และบางที่ก็แคระแกร็น ต้นและกอก็จะโทรม
สรรพคุณ
                     ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียร ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆ ช่วยให้สร่างเร็ว น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆจะช่วยกันแมลงได้
ตำรายาไทย
ใบ       รสปร่า ลดความดันโลหิต แก้ไข้
ต้น      รสหอมปร่า ขับลม แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้นิ่ว ดับกลิ่นคาว เจริญอาหาร
เหง้า    รสปร่า แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในลำไส้ แก้ปัสสาวะขัด แก้
              ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว
ทั้งต้น   รสหอมปร่า แก้หืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ขับเหงื่อ
วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่ม
                     นำต้นตะไคร้มาทุบแล้วใส่ลงไปต้มในน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอจนน้ำเปลี่ยนสีให้ยกลง เอากากออกแล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสชาติหวานปานกลาง พอเย็นลงเก็บใส่ตู้เย็น แก้กระหาย ใช้ดื่มก่อนดื่มเหล้าจะทำให้ดื่มเหล้าได้น้อยลง และทำให้เจริญอาหาร
ชาตะไคร้
                   สรรพคุณ : แก้ปวดกระดูก , ปวดหลัง , ปวดแข้งปวดขา , ป้องกันโรคกระดูกผุ , นั่งดูหนังสือแล้วตาลาย ลุกขึ้นแล้วหน้ามืด , ป้องกันโรคไต , เบาหวาน , คอเรสเตอรอล
วิธีทำ
                เอาต้นตะไคร้ล้างให้สะอาด (ตะไคร้ที่ใช้ทำอาหาร) ใช้ส่วนที่เป็นต้น ใบกับรากไม่เอา หั่นตากแดดให้แห้งสนิท แล้วนำมาคั่วให้เหลืองหอม เก็บไว้ชง หรือต้มกินต่างน้ำ เหมือนน้ำชา

ที่มา : หนังสือ"สมุนไพรกับวัฒนธรรมไทย ตอนที่ 2 เรื่อง ไม้ริมรั้ว"
: สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
 

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

ขมิ้นชัน







ชื่อวิทยาศาสตร์           Curcuma long Linn.
ชื่ออื่น                      ขมิ้น,ขมิ้นแกง,ขมิ้นหยอก,ขมิ้นหัว,ขี้มิ้น,หมิ้น
ลักษณะ
พืชล้มลุก อายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านยาว ใบเหนียว เรียวและปลายแหลม ดอกเป็นช่อกระทง ก้านช่อดอกแทงจากเหง้าโดยตรง ดอกฝอยมีสีเหลืองอ่อน กลีบประดับสีเขียวอมชมพู
สรรพคุณเด่น
รักษาอาการท้องอืดเฟ้อ โรคกระเพาะ แผลพุพอง บำรุงผิว
วิธีใช้ในครัวเรือน
เอาขมิ้นชันสดมากินหรือนำขมิ้นชันมาหันตากแห้ง แล้วบดเป็นผง ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอน กินครั้งละ 3-4 เม็ด ก่อนอาหารและก่อนนอน หรือใช้ขมิ้นชันผงทารักษาแผล
สภาพแวดล้อม
ขมิ้นชัน เป็นพืชพื้นเมืองของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เอง แล้วกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของโลก ขมิ้นชันที่ปลูกในภาคใต้เราพบว่ามีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในโลก ขมิ้นชันชอบอากาศค่อนข้างร้อน ความชื้นสูง ชอบดินทีร่วนซุย ระบายน้ำดี ถ้ามีน้ำขังจะทำให้เหง้าขมิ้นเน่า ปลูกในดินทรายได้หัวมากกว่าดินอื่น ดินเหนียว ดินเป้นกด ดินลูกรัง หรือพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง เช่น หลายพื้นที่ในภาคอีสานไม่เหมาะจะปลูก ขมิ้นชันชอบแดดรำไร ปลูกได้ระหว่างแถวไม้ผล
ปลูก / ดูแล
ขมิ้นชันควรปลูกในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เตรียมหัวพันธ์จากเหง้าที่แก่จัด อายุ 11-12 เดือน
ใช้แง่งแม่หรือแง่งนิ้วมือ โดยไม่ต้องตัดหรือตัดเป็นท่อนๆ ให้มีตาติดอยู่ 1-2 ตา แล้วนำไปปลูกในแปลงเลย
เตรียมดินโดยพรวนดินให้ร่วนซุย การทำให้ดินโปร่งเพื่อปลูกขมิ้นชันหรือพืชอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน เช่น ขิง ไพล ควรเลือกใช้ปุ๋ยอย่างพิถีพิถัน ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอกบางชนิด เช่น ปุ๋ยขี้เป็ดขี้ไก่ เพราะมักจะทำให้เกิดเชื้อรา ปุ๋ยที่เหมาะสำหรับขมิ้นชันคือ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยขี้วัวจากวัวที่เลี้ยงตามทุ่ง
ในพื้นที่ที่มีน้ำมาก ควรยกร่อง แต่ถ้าปลูกในสวนไม้ผลไม่จำเป็นต้องยกร่อง ระยะปลูกระหว่างแถว 30 ซม. ระหว่างต้น 30 ซม. ขุดหลุมปลูกกว้างลึกประมาณ 1 หน้าจอบ (15 ซม.) ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกกับดินก้นหลุม เอาหัวพันธ์ฝังให้ลึก 5-7 ซม. เกลี่ยดินกลบแล้วใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงช่วยรักษาความชื้นน
หลังจากปลูกในช่วง 6 เดือนแรก ถ้าฝนไม่ตกควรรดน้ำรักษาความชุ่มชื้นในดินให้สม่ำเสมอ เมื่อขมิ้นชันทิ้งใบหมด คอยดายหญ้า พรวนดินกลบโคนต้นอยู่เสมอ
เก็บเกี่ยว
ขมิ้นชันจะเริ่มแก่เมื่ออายุประมาณ 7 เดือน สังเกตจากใบล่างๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปล่อยทิ้งไว้อีก 2-3 เดือน ใบจะแห้ง ต้นฟุบ ก็ขุดใช้ได้ ถ้าดินแห้งเกินไป ให้รดน้ำก่อนเพื่อให้ขุดง่ายขึ้นระวังอย่าให้จอบโดนเหง้าเป็นแผล. ขมิ้นชันจะเริ่มแก่เมื่ออายุประมาณ 7 เดือน สังเกตจากใบล่างๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปล่อยทิ้งไว้อีก 2-3 เดือน ใบจะแห้ง ต้นฟุบ ก็ขุดใช้ได้ ถ้าดินแห้งเกินไป ให้รดน้ำก่อนเพื่อให้ขุดง่ายขึ้นระวังอย่าให้จอบโดนเหง้าเป็นแผล
เหง้าแก่ถ้าทิ้งไว้ในดิน หัวจะฝ่อ เมื่อได้ฝนจะแตกหนอใหม่แต่จะไม่เพิ่มจำนวน ถ้าต้องการขยายจำนวน ควรขุดขึ้นมาใช้เป็นพันธ์สำหรับปลูกใหม่
แปรรูป
ขมิ้นชันเป็นพืชหัวอยู่ใต้ดิน การล้างทำความสะอาดเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ควรรีบล้างขมิ้นชันทันทีจะทำให้ล้างง่ายขึ้นและไม่เน่าเสียง่าย
นำขมิ้นชันมาเคาะดินออก ตัดรากตามเหง้าออกให้หมด แยกเหง้าขมิ้นชันออกเป็นแง่งๆ นำเหง้าขมิ้นชันมาล้าง โดยเปิดน้ำให้ไหลฉีดแรง เพื่อล้างดินที่ติดตามแง่งขมิ้นชันให้ออกได้ดีขึ้น ใช้มือขัดถูแง่งขมิ้นชันให้สะอาด ถ้าใช้มือล้างไม่ออกให้ใช้แปรงสีฟันที่ขนแข็งๆ แปรงออกให้สะอาด หลังจากล้างน้ำเสร็จแล้ว ให้ล้างน้ำแบบสรงน้ำอีก 5 ครั้ง เมื่อล้างเสร็จแล้วไม่ควรนำขมิ้นชันมาหั่นเพื่อตากในทันทีเพราะจะแฉะแล้วตากยาก ควรใส่ในตะกร้าหรือเข่งทิ้งไว้ก่อนสัก 1 คืน
ตอนเช้านำขมิ้นชันที่ล้างแล้วใช้มีดคมๆ หั่นให้บางที่สุด เสร็จแล้วใส่กระจาดหรือภาชนะที่มีรูโปร่งนำไปตากแดด เกลี่ยให้เต็มพื้นที่อย่าให้ทับซ้อนกัน พลิกบ่อยๆ ในช่วงแรกประมาณ 10-20 นาที ต่อครั้ง จะทำให้ขมิ้นแห้งเร็วมากและมีสีสวย พอขมิ้นชันเริ่มแห้งจะหดมีขนาดเล็กลง ค่อยนำมารวมกันและเกลี่ยให้ทั่วอีกครั้ง ขมิ้นชันตากแดดจัดๆ เพียง 2 วัน ก็แห้งสนิทแล้ว
ในกรณีที่มีขมิ้นชันจำนวนมาก ควรใช้วิธีทยอยหั่น ทยอยตากจะดีที่สุด ขมิ้นชันไม่ควรใช้เวลาหั่นเกินเที่ยงวัน มิฉะนั้นจะตากแดดไม่ทัน (ตากถึงบ่ายสามโมง)
ก่อน บรรจุใส่ถุงหรือภาชนะจัดเก็บ ให้ตรวจสอบขมิ้นชันอีกครั้ง หากพบขมิ้นชันที่อาจเป็นช่วงปุ่มปมที่มีความหนา ยังไม่แห้งสนิทให้นำมาทุบหรือหั่นซอยแล้วนำไปตากซ้ำให้แห้งสนิทอีกครั้งก่อน นำมาบรรจุ
ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
              ลูกกลอน
,แคปซูล,สบู่ก้อน,สบู่เหลว

แหล่งข้อมูล   มูลนิธิสุขภาพไทย
 

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

เสลดพังพอน





ชื่อวิทยาศาสตร์           Clinacanthus nutans (Burm.f) Lindau
ชื่ออื่น                      พญาปล้องคำ, พญายอ, พญาปล้องทอง, ผักมันไก่, ผักลิ้นเขียด 
ลักษณะ
                      ไม้พุ่มแกมเลื้อย สูง 1-3 เมตร ลำต้น ใบ และกิ่งก้านสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม รูปใบรีแคบ ปลายและโคนต้นใบแหลม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย 3-6 ดอก สีแดงอมส้ม กลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยก
สรรพคุณเด่น
                      แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย เริม งูสวัด อีสุกอีใส
วิธีใช้
                      ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมีย 10-15 ใบ ตำผสมเหล้าหรือแอลกอฮอล์ ใช้สำลีชุบน้ำยาทาบ่อยๆ
สภาพแวดล้อม
                     เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพืชที่พบขึ้นตามป่าและปลูกกันตามบ้าน ขึ้นได้แทบทุกที่ ทั้งในที่ร่มรำไรหรือแดดจัด แต่เมื่ออยู่ในแดดรำไร่คุณภาพเมื่อเก็บเกี่ยวเป็นวัตถุดิบทำยาจะดีกว่า ใบจะใหญ่ สีเขียวเข้ม ถ้าอยู่กลางแดดใบจะเล็ก และงามแค่หน้าฝน ช่วงท้ายฝนถ้าไม่ได้น้ำใบจะร่วงหมด เสลดพังพอยตัวเมียที่อยู่ในแดดจัด เมื่อเก็บไปตากแห้งใบจะมีสีเหลืองไม่สวย
ปลูก / ดูแล
                      เสลดพังพอนตัวเมีย ใช้กิงปักชำ ให้เลือกกิ่งที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป ตัดกิ่งให้ยาวคืบเศษ มีตาติดอยู่ 2-3 ตา ลิดใบส่วนล่างออกเหลือใบส่วนบนไว้บ้างเพื่อช่วยในการเกิดราก ปักกิ่งชำในถุงเพาะชำให้ฝังดิน 1 ข้อ หรือลึกประมาณ 3 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อกิ่งชำแตกรากและใบอ่อน อายุประมาณ 20-30 วัน ก็ย้ายปลูกได้   เหมาะ จะปลูกเป็นพืชแซมเพื่ออาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่หรือไม้ผล ปลูกในฤดูฝน ขุดหลุ่มปลูกกว้าง 10-15 ซม. ลึก 10 ซม. ระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 80 x 80 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกรองก้นหลุมแล้วย้ายกิ่งชำมาปลูกหรือจะตัดกิงมาปักลง ในหลุมเลยก็ได้   หลัง จากย้ายปลูก ถ้าฝนไม่ขตก ควรหมั่งรดน้ำจนกว่ากิ่งชำจะตั้งตัวได้ หลังจากนั้นก็ดูแลอย่าให้ดินขาดความชื้นก็พอ เสลดพังพอนตัวเมียเป็นไม้กึ่งพาดกึ่งเลื้อย ไม่ถึงกับเลื้อยพัน แต่ค่อนข้างเกะกะ บ้างครั้งต้องใช้ไม้ปักช่วยพยุงลำต้น    เรื่อง โรคแมลงแทบไม่จำเป็นต้องดูแล ส่วนการใส่ปุ๋ยในการปลูก ถ้าดินอุดมสมบรูณ์อยู่แล้ว ไม่ค่อยจำเป็น แต่หลังการเก็บเกี่ยวควรใส่ปุ๋ยคอกเพื่อช่วยให้แตกกิ่งใบเร็วขึ้น
เก็บเกี่ยว
                     เสลดพังพอนตัวเมีย ควรมีอายุ 6 เดือนขึ้นไปจึงค่อยเก็บเกี่ยวจะได้น้ำหนักดี ถ้าใช้วิธีทะยอยเก็บใบไปเรื่อยๆ ก็ให้เก็บใบที่อยู่ใต้ยอดลงมาสัก 2 ปล้อง แต่ถ้าเก็บให้ได้ปริมาณมากและสะดวกรวดเร็ว ก็ให้ตัดเหนือโคนต้นประมาณ 10 ซม. แล้วมาลิดเอาใบ ถ้าใส่ปุ๋ยคอก ให้ใส่หลังเก็บเกี่ยวอีก 3-5 เดือน ก็เก็บได้อีก
แปรรูป
                   ใช้วิธีเดียวกับฟ้าทะลายโจร (ดูฟ้าทะลายโจร) นำใบมาสรงน้ำสะอาด 3 ครั้ง สะเด็ดน้ำให้แห้งแล้วนำมาผึ่งลม อย่าผึ่งหลายวัยเกินไปสีใบจะซีด หากใช้วิธีอบด้วยตู้พลังงานแสงอาทิตย์ดีที่สุด จะได้ใบแห้งที่มีสีสวย
ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
                    ยาหม่อง, กลีเซอรีน, คาลาไมน์, ครีม, ทิงเจอร์

แหล่งข้อมูล      www.thaihof.org
 

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

ชุมเห็ดเทศ









ชุมเห็ดเทศ
ชื่อวิทยาศาสตร์  Cassia alata Linn
ชื่อท้องถิ่น                  ชุมเห็ดใหญ่(ภาคกลาง), ขี้คาก, ลับมืนหลวง, หมากกะลิงเทศ(ภาคเหนือ), ชุมเห็ด(ภาคกลาง), เล็บมื่นหลวง(ภาคเหนือ), สัมเห็ด(เชียงราย), จุมเห็ด(มหาสารคาม),ตะสีพอ
                             (กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะโดยทั่วไปของชุมเห็ดเทศ     เป็นไม้พุ่ม ใบรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน เรียงตัวเป็นแบบใบประกอบ ดอกเป็นช่อสีเหลือง ฝักแบนยาวมีปีก 4 ปีก เมล็ดในรูปสามเหลี่ยม ใช้เมล็ดปลูก

ส่วนที่ใช้เป็นยา    คือ ใบสด หรือแห้ง

รสและสรรพคุณยาไทย    รสเบื่อเอียน ใบตำทาแก้กลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ดอกและใบต้มทานแก้อาการท้องผูก

ประโยชน์ทางยา    ใบชุมเห็ดเทศมีสารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ช่วยขับถ่าย ชุมเห็ดเทศใช้เป็นยารักษาอาการ ดังนี้
1.       อาการท้องผูก ใช้ดอกชุมเห็ดเทศสด 2-3 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือนำใบสดมาล้างให้สะอาด หั่นตากแห้ง ใช้ต้มหรือชงน้ำดื่ม ครั้งละ 12 ใบ หรือใบแห้งบดเป็นผง ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ครั้งละ 3 เม็ด รับประทานก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการท้องผูก
2.       กลาก ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่าๆกัน ผสมปูนแดง(ที่กินกับหมาก)นิดหน่อย ตำผสมกัน ทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อน ทาบ่อยๆ จนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน
3.       ฝีและแผลพุพอง ใช้ใบชุมเห็ดเทศ และก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ชะล้างบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ถ้าเป็นมากให้ใช้ประมาณ 10 กำมือ ต้มอาบ

ข้อมูลจาก : สมุนไพรใกล้ตัว สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน
 

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฟ้าทะลายโจร





ชื่อวิทยาศาสตร์           Andrographis paniculata ( Burm.f. ) Wall. ex Nees
ชื่อวงศ์                     Acanthaceae
ชื่ออังกฤษ
ชื่อท้องถิ่น                 ซีปังกี  ฟ้าทะลาย  หญ้ากันงู

ส่วนที่ใช้              ส่วนเหนือดิน หรือ ใบ

 ฟ้าทะลายโจร ยาที่มีความหมายในตัวเองไม่น้อย เพราะแม้แต่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าฟ้าประทานมาให้ปราบโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือน เหล่า โจรร้าย ส่วนในภาษาจีนกลาง ยาตัวนี้มีชื่ออย่างเพราะพริ้งว่า "ชวนซิเหลียน" แปลว่า "ดอกบัวอยู่ในหัวใจ" ซึ่งมีความหมายสูงส่งมาก วงการ แพทย์จีนได้ยก ฟ้าทะลายโจรขึ้นทำเนียบ เป็นยาตำราหลวงที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากตัวหนึ่ง ที่สำคัญคือสามารถใช้เป็นยาเดี่ยวเพียงตัวเดียวก็มี ฤทธิ์แรงพอ ที่จะรักษาโรคได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมุนไพรตัวอื่น
สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วย กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อนในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียวกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อเล็กๆ สีขาว มีรอบประสีม่วง แดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยัก ด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ราก ใบ ทั้งต้น

การปลูก ทำได้หลายวิธีได้แก่
    1. แบบหว่าน สิ้นเปลืองเมล็ด ให้ผลผลิตน้อย
    2. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว ประมาณ 50-100 เมล็ด ต่อ ความยาวร่อง 1 เมตร
    3. แบบหยอดหลุม ระยะระหว่างต้น 20-30 ซม. ระหว่างแถว 40 ซม. หยอดเมล็ดหลุมละ 5-10 เมล็ด
    4. ปลูกโดยใช้กล้า ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าการปลูกโดย 3 วิธีแรก


การเก็บเกี่ยว
          ช่วงที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50 % เพื่อให้มีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110-150 วัน


การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
          การทำความสะอาด นำฟ้าทะลายโจรมาล้างน้ำให้สะอาดตัดให้มีความยาว 3-5 ซม. ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาเกลี่ยบนกระด้งหรือถาดที่สะอาด
การทำให้แห้ง อบที่อุณหภูมิ 50 C. ใน 8 ชั่วโมงแรก ต่อไปใช้อุณหภูมิ 40-50 C. อบจนแห้งสนิท หรือตากแดดจนแห้งสนิท ควรคลุมภาชนะด้วยผ้าขาวบาง


สารสำคัญ
          ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์ปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydroandrographolide) วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดีควรมีปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่ต่ำกว่า 6 % ไม่ควรเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นาน ๆ เพราะปริมาณสารสำคัญจะลดประมาณ 25 % เมื่อเก็บไว้ 1 ปี


ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา
          การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลอง พบว่า สารสกัดหรือสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ ทางยาหลายประการ ดังนี้
    1. ฤทธิ์ลดการบีบหรือหดเกร็งตัวของทางเดินอาหาร
    2. ฤทธิ์ลดอาการท้องเสีย โดยทำให้การสูญเสียน้ำทางลำไส้จากสารพิษของแบคทีเรียลดลง
    3. ฤทธิ์ลดไข้และต้านการอักเสบ
    4. ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
    5. ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซทตามอล หรือเหล้า
    6. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
    7. ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด


การรักษาโรค
    
1. รักษาอาการไข้เจ็บคอ (Pharyngotonsillitis)

        ผู้ป่วยที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัม/วัน หรือพาราเซทตามอล 3 กรัม / วัน หายจากไข้ และอาการเจ็บคอได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัม / วัน อย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 3 หลังรักษา แต่ผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกันในวันที่ 7

2. การรักษาโรคอุจจาระร่วงและบิดแบคทีเรีย (Bacilliary dysentery) ผู้
       ป่วยที่ได้รับฟ้าทะลายโจรทั้งขนาด 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง และขนาด 1 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง เทียบกับยาเตตร้าซัยคลิน พบว่า สามารถสามารถลด จำนวนอุจจาระร่วง (ทั้งความถี่และปริมาณ) และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนในการรักษาโรคอุจจาระและบิดแบคทีเรียได้อย่างน่าพอใจ ลดการสูญเสียน้ำ ได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ยาเตตร้าชัยคลิน

3. การศึกษาประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด (Common cold)        ผลการทดลองให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่ควบคุมให้มีปริมาณของแอนโดกราโฟไลด์ และดีออกซีแอนโดรกราไฟไลด์รวมกันไม่น้อยกว่า 5 มิลลิกรัม /เม็ด ครั้งละ 4 เม็ด วันละ 3 เวลา ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด พบว่า วันที่ 2 หลังได้รับยา ความรุนแรงของอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญและในวันที่ 4 หลังได้รับยา ความรุนแรงของทุกอาการได้แก่ อาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับ เจ็บคอ ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจร น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ
4. แก้ไข้  กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส 
       ให้ฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา

5. ไข้ไทฟอยด์  
        ใช้ฟ้าทะลายโจร 2 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร เป็น เวลา ๓ สัปดาห์ หลังจากนั้น ควรกินยาบำรุงฟื้นกำลังผุ้ป่วย ฟ้าทะลายโจร จะทำลายเชื้อไทฟอยด์ ที่ฝังตัว อยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง ในผนัง ลำไส้เล็ก ลำไส้ที่เป็นอัมพาตอยุ่เดิม ก็เริ่มทำงาน ฟ้าทะลายโจร ยังเร่งตับ ให้สร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหาร

6. โรคตับ 
        ให้ฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และควร ให้ยาบำรุงร่วมด้วย หลังจากฟื้นไข้แล้ว

7. งูสวัด 
       ให้ฟ้าทะลายโจรกิน 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าให้ฟ้าทะลายโจร ครบตามเวลา งูสวัดจะไม่กลับมาเป็นอีก ส่วนตุ่ม แผลพุพอง ใช้ยาเสลดพังพอนทา หรือใช้ว่านนาคราช หรือใบจีกรนารายณ์ ตำใส่สุรา ใช้ทาหรือพอกก็ได้

8. แผลโรคเบาหวาน
       ฟ้าทะลายโจร รักษาแผลอักเสบเนื่องจากเบา หวานได้ เพระาฟ้าทะลายโจร ทำไห้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ใช้ทั้งกิน ทั้งทา

9. ริดสีดวงทวาร 
      ให้กินฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน อาการเลือดออก หรือปวดถ่วงจะหายไป และ ถ่ายได้ สะดวกเป็นปกติ

10.แก้เบาหวาน 
      ใช้ต้นฟ้าทะลายโจร และว่านเอ็นเหลือง กระชาย ทำเป็นยาเม็ดกิน


วิธีการนำไปใช้
1.ใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างสะอาด สับเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้งแก้เจ็บคอ ใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้ 2-3 กำมือ

2.ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาดผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทาน ครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

3.ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูป ยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจำหน่ายในรูปยาแคปซูล

4.ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร

5.ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันดี รินเอาน้ำดื่ม กากที่เหลือใช้พอกแผล-ฝี แล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้


ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจร   สำหรับแก้เจ็บคอในกรณีต่าง ๆ ต่อไปนี้
    1. ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A
    2. ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไตอักเสบเนื่องจากเคยติดเชื้อ Streptococcus group A
    3. ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค
    4. ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น


ข้อควรระวัง
    1. ฟ้าทะลายโจรอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร
    2. หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง
    3. หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์
    4. สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร
    5. ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกินไป เนื่องจากฟ้าทะลายโจรจะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป .


ขนาดที่ใช้และวิธีใช้
    รับประทานครั้งละ 1,500 – 3,000 มิลลิกรัม ของผงยาวันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน (จำนวนเม็ดหรือแคปซูลที่รับประทานแต่ละครั้งให้ ปรับตามขนาดของผงยาที่บรรจุในแต่ละเม็ด)




















วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ว่านหางจรเข้





ชื่อวิทย์   Aloe  baebadensis Mill.
ชื่อวงศ์   LILIACEAE
ชื่ออื่น    ว่านไฟไหม้, หางตะเข้

สรรพคุณ

ใบ  รสเย็น ตำผสมสุราพอกฝี วุ้นจากใบล้างด้วยน้ำสะอาด ทาหรือฝานบางๆ ปิดหรือทาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ดับพิษร้อน ทาผิวป้องกัน และรักษาอาการไหม้จาก แสงแดดหรือรังสี ทาผิวรักษาสิวฝ้า และขจัดรอยแผล เป็น วุ้นรับประทานรักษาโรคกระเพาะ บำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ดูดพิษร้อนภายในร่างกาย

ทั้งต้น รสเย็นเอียน ดองสุราดื่ม ขับน้ำคาวปลา
 

ราก รสขมชื่น รับประทานถ่ายโรคหนองใน แก้มุตกิด ช้ำรั่ว

ความลับของว่านหางจระเข้
๑.   แก้ปวดศีรษะ  ใช้ว่านหางจระเข้ตัดตามขวางให้เป็นแว่นบางๆ เอาปูน แดงทาที่วุ้น แล้วปิดที่ขมับ จะทำให้เย็นหายปวด
๒.   แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก   ใช้น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้รักษา แผลไฟลวก ขนาดรุนแรงที่สุด โดยทาน้ำเมือกที่แผลให้เปียก
อยู่เสมอ แผลจะหายรวดเร็วมาก อาการปวดแผลหรือการเกิดแผลเป็นจะมีน้อย มาก หรือไม่มีเลย
๓.   ผิวไหม้เพราะถูกแดดเผา  ใช้วุ้นหางจระเข้ทาบ่อยๆ ช่วยลด อาการปวดแสบปวดร้อน ผิวตึง และลดจำนวนผิวที่ลอก
๔.   แผลจากของมีคมและแผลอื่นๆ   ทำ ความสะอาดแผลเสียก่อน แล้วเอาวุ้นปิดลงที่แผลให้สนิท เอาผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงไปให้ ผ้าตรงบริเวณที่แผลเปียกอยู่เสมอ ช่วยให้แผลหายเร็ว และลดรอยแผล เป็น
๕.   กระเพาะลำไส้อักเสบ  รับประทานวุ้นหางจระเข้ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ วันละหลายๆครั้ง ใช้ได้ผลในรายที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออวัยวะอื่น ในทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ
๖.   บำรุงผมและหนังศีรษะ   ใช้ วุ้นว่างหางจระเข้ ชโลมผมให้ทั่วทิ้ง ไว้ให้แห้ง รุ่งเช้าจึงใช้น้ำล้างออก ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม หวีง่ายขึ้น และรักษาแผลบนหนังศีรษะ ( ก่อนใช้ควรทดลองก่อนว่า แพ้ว่าน หรือไม่ และควรใช้แต่น้อยดูก่อน ที่สำคัญอย่าให้ยางถูกผมเพราะยางจะ กัดหนังหัว)
๗.   ป้องกันการติดเชื้อ  ใช้วุ้นหางจระเข้ ทาแผลรักษาแผลติดเชื้อได้ ทำให้แผลดีขึ้น ภายใน ๑๒ ชั่วโมง

๘.   ผื่นคันที่เกิดจากการแพ้สารต่างๆ  เนื่องจากวุ้นหางจระเข้ จะมี ฤทธิ์ระงับปวด จึงช่วยลดอาการคันด้วย และยังช่วยให้ผื่นคันหายเร็ว

๙.   ขี้เรือนกวาง และผื่นปวดแสบปวดร้อน   ใช้ วุ้นหางจระเข้ กินวันละ ๑-๒ ครั้งๆละ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ แลทาควบคู่กันไป ว่านหางจระเข้ เป็นยาฝาดสมาน อาจทำให้ผิวแห้งได้ จึงควรผสมน้ำมันทาผิว หรือ น้ำมันอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย
๑๐.   ลบรอยแผลเป็น  ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทา เช้า-เย็น จะลดรอย แผลเป็น
๑๑.   ลบท้องลายหลังคลอด  ใช้ วุ้นว่านหางจระเข้ทาผิวท้อง ขณะตั้ง ครรภ์ แม้หลังคลอดแล้วก็ควรใช้ทาต่อเพื่อช่วยให้ผิวหน้าท้องกลับคืนสู่ สภาพปกติ คนที่เคยใช้ยืนยันว่าได้ผลดี
๑๒.   เส้นเลือดดำขอดที่ขา  ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาที่บริเวณเส้นเลือด ดำขอด และมีบางคนใช้ได้ผลดีมาก
๑๓.   มะเร็งที่ผิวหนัง  ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาวันละ ๒-๔ ครั้ง เป็นเวลา หลายเดือน
๑๔.   แผลครูดและแผลถลอก  ใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ทาเบาๆ ให้ทั่วใน ๒๔ ชั่วโมงแรก ทาบ่อยๆ แผลจะไม่ค่อยเจ็บและหายเร็วขึ้น
๑๕.   โรคปวดตามข้อ  รับประทานวุ้น ว่านหางจระเข้ เป็นประจำ จะหาย ปวดได้